Showing posts with label Technical Analysis. Show all posts
Showing posts with label Technical Analysis. Show all posts

Sunday, October 26, 2014

RSI ไม่ได้มีแค่ Overbought กับ Oversold

ในบทความก่อนๆ ที่ผมได้แนะนำไว้ว่า RSI เป็น Indicator ประเภท Oscillator ที่มีค่าวิ่งไปมาระหว่าง 0-100 และมีระดับ Overbought เมื่อ RSI น้อยกว่า 30 และ Oversold เมื่อ RSI มากกว่า 70 อ่านบทความเรื่อง "RSI Oversold!! แล้วไงต่อ" ได้ที่นี่ครับ 

เราสามารถนำ RSI ไปประยุกต์ใช้ได้มากกว่านั้นอีกครับ ถึงแม้ RSI จะใช้ได้ดีกับตลาดที่แกว่งตัวไปๆ มาๆ และอาจจะให้สัญญาณผิดพลาดในตลาดที่มี Trend แรงๆ เช่น RSI เข้าเขต Overbought ไปนานๆ และราคาก็วิ่งทะยานขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ยอมลงซักที เป็นต้น

ในกรณีที่มี Trend เห็นได้ชัด ค่า RSI มักจะแกว่งอยู่ในช่วง 40-80 ในเทรนขาขึ้น และแกว่งอยู่ในช่วง 60-20 ในเทรนขาลง ลองดูตัวอย่างตามภาพนะครับ


ในภาพคือ SET Index บนกราฟรายวัน เราลองสังเกตดูตามกรอบสีเขียว จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า RSI แกว่งตัวไปมาแถวๆ 40-80 ขณะที่ราคาก็ค่อยๆ ไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ ส่วนในกรอบสีแดง RSI ลงมาเกือบแตะเขต Oversold ที่เฉียดๆ 30 และดีดตัวกลับขึ้นไปจากนั้นก็เริ่มการแกว่งตัวอยู่ในกรอบสีแดง

หรือว่าตรงนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของ Down Trend กันนะ?

ย้อนกลับขึ้นไปดูกราฟราคาของ SET ในช่วงที่ RSI อยู่ในกรอบแดงกันบ้าง ราคาเริ่มฟอร์มตัวออกทางด้าน Side way หาก SET ไม่สามารถทะลุ 1560 ขึ้นไปได้ ก็ยังมองว่าอยู่ในช่วงขาลงอยู่ และอาจจะลงมาทดสอบที่ 1500 จุดครับ

ลองนำไปประยุกต์ใช้กับหุ้นตัวอื่นๆ ดูนะครับ เห็นไหมครับว่า RSI ไม่ได้มีแค่ Overbought กับ Oversold




Thursday, October 16, 2014

RSI Oversold!! แล้วไงต่อ?

ช่วงตลาดหุ้นปรับฐานเป็นขาลง เรามักจะพบเห็นหุ้นที่มี RSI เข้าเขต Oversold อยู่บ่อยๆ ทีนี้เราลองมาดูกันนิดนึงว่า RSI มันมาจากไหนกันหนอ?

RSI หรือ Relative Strength Index คิดค้นขึ้นมาโดย J. Welles Wilder Jr. โดยตีพิมพ์ในหนังสือของเขา ชื่อ New Concepts in Technical Trading Systems เมื่อปี 1978 (หลายๆ คนยังไม่เกิดเลยเนาะ) ตัว RSI นี้ใช้วัดขนาดและความไวในการเปลี่ยนแปลงของราคา โดยจะแสดงออกมาเป็นกราฟ มีค่าอยู่ระหว่าง 0 - 100 เราลองมาดูที่มาของ RSI กันนิดนึงว่ามันคิดคำนวณมาจากอะไรนะครับ

RS = ราคาเฉลี่ย 14 วันของวันที่ราคาปิดเพิ่มขึ้น / ราคาเฉลี่ย 14 วันของวันที่ราคาปิดลดลง
RSI = 100 - (100/(1-RS))

ตัวเลขราคาเฉลี่ย 14 วัน สามารถเปลี่ยนแปลงได้นะครับ

สำหรับ RSI ที่มากกว่า 70 ก็จะถูกแปลผลเป็น Overbought และถ้าน้อยกว่า 30 ก็จะแปลผลเป็น Oversold โดยในกรณีของ Overbought ก็จะหมายถึงราคาอยู่ในระดับที่สูงและ "มีโอกาส" ปรับตัวลง ในขณะที่ Oversold ก็หมายถึง ราคาอยู่ในระดับต่ำและ "มีโอกาส" ปรับตัวขึ้น

ลองดูตัวอย่างนะครับ


จากภาพเป็นตัวอย่างของหุ้น SCB เส้นสีเหลืองคือ RSI เราลองสังเกตดูระดับราคาเมื่อ RSI ต่ำกว่า 30 นะครับ มักจะเป็นจุดต่ำสุดและมักจะเกิดการกลับตัวของราคาขึ้นบ่อยๆ

เมื่อเราใช้ RSI วิเคราะห์ร่วมกับการลากเส้น Trend Line และ Fibonacci Retracement ก็สามารถคาดคะเนแนวรับได้คร่าวๆ แถวๆ หมายเลข 1, 2, 3 ตามภาพนะครับ ซึ่งราคาจะวิ่งไปกลับตัวที่ตรงไหน ก็ต้องติดตามดูกันต่อไปนะคร๊าบ

Tuesday, June 25, 2013

Stop loss ก็เหมือนห้ามเลือด

ช่วงห้าสัปดาห์ที่ผ่านนี้ ตลาดหุ้นบ้านเราดุเดือดเลือดสาดกันมาก สังเกตได้จากกราฟรายสัปดาห์ที่ลงติดต่อกันไม่หยุดเข้าสัปดาห์ที่หกติดต่อกัน


ถ้าจะให้เดา (มั่วนิ่มเอาเอง) ก็ขอเดาว่าคงจะไปแถวๆ เส้น 261.8% แล้วค่อยเด้งขึ้นมาให้พอหายใจได้บ้าง (ก่อนลงต่อ??) ก็ว่ากันไปตามสถานการณ์นะครับ ขอเตือนไว้ว่า อนาคตไม่มีอะไรแน่นอน เราคาดการณ์ได้ แต่อย่าคาดหวังว่ามันจะต้องเกิดอย่างที่เราคิดไว้ เพราะนั่นจะเป็นกับดักอันแรกที่จะพาเราลงเหวตลาดหุ้นครับ

SET ลงมาขนาดนี้ เราไม่ต้องพูดถึงหุ้นเลยครับว่าจะลงมากันขนาดไหน ลองดูตัวอย่างด้านล่างนี้นะครับ


แต่ละตัวเป็นกราฟรายสัปดาห์ เห็นได้ว่ามันร่วงลงมาเยอะแล้ว บางตัวราคาตกลงมา 40-50% ก็มี ถามว่าถ้าเราซื้อมาที่ราคาถูกๆ เช่น มี TRUE ที่ห้าบาท มันขึ้นไปสิบเอ็ดบาทยังไม่ขาย เหลือเก้าบาท ก็ไม่ขาย ตอนนี้หกบาทกว่าแล้ว กำไรหดไปเยอะ จะมาตัดสินใจขายตอนนี้ก็ตัดสินใจลำบากแล้ว

หากเราเพิ่งซื้อ แล้วมันลงๆๆ เราก็ได้แต่คาดหวังว่าเดี๋ยวมันต้องขึ้นสิ พื้นฐานธุรกิจดี มีกำไรเยอะจะตายไป ยอดขายก็โต แต่ราคาหุ้นมันก็ลงเอาๆ จนกระทั่งขาดทุน 30% เม่าบอกว่า ไม่ไหวแล้วโว้ย คัท! พอคัทเสร็จ หุ้นเด้ง... แบบนี้มันน่าเจ็บใจนะครับ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝันเหมือนที่บอกข้างบน เรามาวางแผนการขายกันด้วยการกำหนดจุด Stop loss กันดีกว่า

เมื่อสองปีก่อน ผมมีโอกาสได้ไปฟังสัมมนากับทางค่าย Stock2morrow วันนั้นคุณภาววิทย์พูดไว้ว่า จุด Stop loss กับจุด Take profit คือจุดเดียวกัน ตอนนั้นผมยังเม่าใหม่อยู่ก็ไม่รู้เรื่องอะไรหรอก จนกระทั่งได้มาเรียนกับอาจารย์กิตินุ (พี่หมีขาว) และเจอตัวอย่างจริงๆ กับตัวเอง ผมก็เลยเข้าใจจริงๆ ว่า สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การลงทุนง่ายขึ้นเยอะก็คือการวางแผนล่วงหน้าว่าจะซื้อเมื่อไหร่ ขายเมื่อไหร่ และทำตามแผนที่วางไว้ให้ได้

คำว่าเมื่อไหร่ไม่ได้หมายถึงเวลานะครับ แต่เป็นเงื่อนไขที่เรากำหนด เช่น เราจะขายหุ้นก็ต่อเมื่อ ราคาลงมาต่ำกว่าเส้น EMA20 หรือ ขายไปครึ่งนึงเมื่อราคาลงมาต่ำกว่า EMA15 และขายหมดเมื่อราคาลงมาถึง EMA30 เป็นต้น

มาดูตัวอย่างหุ้น TRUE กันนะครับ สมมุติเราซื้อมาหนึ่งแสนหุ้น ที่ต้นทุนเฉลี่ย 7 บาท แล้วเราก็ถือมาเรื่อยๆ จน 11 บาทกว่าๆ มันก็เริ่มลง

เม่ามือใหม่อย่างเราก็จะเริ่มปลอบใจตัวเองว่า เฮ่ย เดี๋ยวมันก็ขึ้นน่า จะออกกองทุนมาล้างหนี้นินา เซียนบอกจะไปยี่สิบ นี่เพิ่งครึ่งทางเอง

มันลงต่อ...

จนมาถึงเส้น EMA15 (เส้นประ) เม่าเก๋าเกมส์ก็จะทำการขายออกไปครึ่งนึงที่แถวๆ สิบบาท เอากำไรมาก่อนหุ้นละ 3 บาท (ห้าหมื่นหุ้นก็แสนห้าแล้วนะจ๊ะ) ส่วนเม่ามือใหม่ก็รอมันขึ้นต่อไปอย่างใจจดจ่อ


วันต่อมาลงหนัก ทะลุเส้น EMA30 แล้ว เม่าเก๋าเกมส์จิตตกนิดหน่อย ขายยกเข่งตามแผน ที่ราคา 8.50 บาท เอากำไรเข้ากระเป๋ามาอีกหุ้นละ 1.50 บาท เงินเข้ากระเป๋า 75,000 ส่วนเม่ามือใหม่นอกจากหุ้นจะตกเยอะแล้ว จิตยังตกหนักอีกด้วย ได้แต่ปลอบใจตัวเอง ท่องในใจว่าเป้ายี่สิบๆๆๆ คิดบวกๆๆๆ ไม่ขายไม่ขาดทุนๆๆๆ

เวลาผ่านไปจนถึงวันนี้ ไม่ขายไม่ขาดทุนๆๆๆ Unrealized Loss คือภาพลวงตาๆๆๆๆ บลาๆๆ เป้ายี่สิบๆๆๆๆ 

ราคาปัจจุบัน... 6.05 บาท มีแสนหุ้น ทุน 7 บาท ขาดทุนไปตามระเบียบ...

...ก็เอวังนะจ๊ะ

ขอสติจงมีแด่นักลงทุนทุกท่านนะครับ แล้วพบกันใหม่ครั้งหน้า สวัสดีครับ


Thursday, September 27, 2012

Side way คือของแสลง

สำหรับ Technical Analyst ที่สร้างระบบที่ช่วยบอกจุดซื้อจุดขาย สถานการณ์ที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับเราได้ดีที่สุดก็คือ Trend (ไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง) ในทางกลับกัน สิ่งที่ถือได้ว่าเป็นของแสลงก็คือ การที่หุ้นวิ่ง side way ออกข้างๆ มันยึกๆ ยักๆ งึกๆ งักๆ ไม่ไปไม่มา 

ลองสังเกตดูจากกรณีศึกษาข้างล่างนะครับ

หุ้น: CPALL
Sortware: MetaStock
Trading System: Triple EMAs


เราจะเห็นว่า หลังจากที่ CPALL เพิ่มทุนเมื่อกลางเดือนพฤษภาคม หุ้นก็ทำ New high จากนั้นก็สลบไสลไม่ได้สติตั้งแต่บัดนั้น ราคาวิ่งงึกๆ งักๆ อยู่แถวๆ 33 - 35 บาท (โดยประมาณ) หากซื้อขายตามสัญญาณที่ระบบให้ ก็ได้เห็นตัวแดงมาประดับพอร์ทแน่ๆ

ผมเลยประยุกต์ใช้ Fibonacci Retracement มาช่วยกะแนวรับแนวต้าน ก็พบว่าราคาวิ่งเด้งไปมาระหว่าเส้น 38.2% กับ 50% ก็หวังใจไว้ว่า ถ้าราคาหุ้นสามารถยืนเหนือเส้น 38.2% ได้ ก็น่าสนใจครับ

สำหรับคนที่รักความตื่นเต้น ก็อาจจะเล่นอีกแนวหนึ่งโดยเสี่ยงซื้อเมื่อราคาตกอยู่แถวๆ เส้น 50% แล้วไปขายที่เส้น 38.2% ก็ได้นะครับ

ขอสติและสตังค์ จงอยู่กับนักลงทุนทุกท่านนะคร๊าบ

ป.ล. ความเห็นส่วนตัวนะครับ ห้ามนำไปตัดสินใจซื้อขายเด้อ ^^!


Wednesday, August 8, 2012

ว่าด้วยเรื่องกราฟราคา

ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคแล้ว สิ่งที่สำคัญเป็นอันดับต้นๆ เลยก็คือกราฟราคาซึ่งก็มีหลายรูปแบบ ที่คุ้นเคยกันดีก็อย่างเช่นกราฟแท่งเทียน กราฟเส้น นอกจากนี้ก็ยังมีกราฟหน้าตาแปลกๆ ที่เราไม่ค่อยได้เห็นกันบ่อยนักเช่น Renko, Point and Figure, Three Line Break เป็นต้น เราลองมาดูกันเลยนะครับว่ากราฟแต่ละอย่างมีหน้าตาอย่างไรบ้าง

Line

กราฟที่ง่ายที่สุดก็คือกราฟเส้น โดยการ Plot กราฟชนิดนี้ เราจะนำราคาปิดมาลากต่อจุดกันจนเห็นเป็นเส้นนั่นเอง 




Bars Chart

กราฟชนิดนี้อาศัยข้อมูล 4 ชนิดด้วยกันคือ ราคาเปิด ราคาปิด ราคาสูงสุด และราคาต่ำสุด โดยที่ความยาวของแท่ง แสดงถึงช่วงราคาสูงสุดต่ำสุดของวัน ขีดทางซ้ายหมายถึงราคาเปิด ส่วนขีดทางขวาก็จะหมายถึงราคาปิด






Candlesticks

กราฟแท่งเทียนมีต้นกำเนิดมาจากประเทศญี่ปุ่นราวๆ ศตวรรษที่ 18 โดยนักค้าข้าวชื่อว่า มูเนฮิสะ ฮอนมะ และแพร่หลายในโลกฝั่งตะวันตกโดยหนังสือชื่อ Japanese Candlestick Charting Techniques โดย Steve Nison

ว่ากันว่ากราฟแท่งเทียน เป็นกราฟที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และมีรูปแบบต่างๆ ให้เลือกใช้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Hammer, Three white knights, Doji, Hirami, Hangman และอื่นๆ อีกมากมาย ข้อมูลที่จะนำมาใช้สำหรับสร้างกราฟแท่งเทียนคือราคาเปิด ราคาปิด ราคาสูงสุด และราคาต่ำสุด 

กราฟแท่งเทียนมีส่วนประกอบสองส่วนหลักคือ ไส้เทียนและตัวแท่งเทียน ไส้เทียน (ขีดบน/ล่าง) บอกถึงราคาสูงสุด/ต่ำสุดของวันนั้นๆ ส่วนตัวแท่งเทียน บอกถึงราคาเปิดและราคาปิด 

ในโปรแกรม eFinance แท่งเทียน จะเป็นแท่งทึบ และแทนค่าเมื่อราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด (หุ้นขึ้น) ด้วยแท่งสีเขียว และจะแทนค่าเมื่อหุ้นลงด้วยแท่งเทียนสีแดง แต่ในโปรแกรม MetaStock จะต่างออกไปคือ แทนค่าเมื่อหุ้นขึ้น "ในวันนั้น" ด้วยแท่งโปร่ง และแทนค่าเมื่อหุ้นตก "ในวันนั้น" ด้วยแท่งเทียนทึบ และจะเปรียบเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า ถ้าราคาของแท่งเทียนปัจจุบันสูงกว่าราคาก่อนหน้า แท่งเทียนจะเป็นสีเขียว และกลับกัน ถ้าแท่งเทียนปัจจุบันต่ำกว่าราคาก่อนหน้า แท่งเทียนจะเป็นสีแดง ส่วน Pattern ต่างๆ ของแท่งเทียนนั้น จะขอยกไว้กล่าวในโอกาสต่อไป


Candlevolume

กราฟแบบ Candlevolume เป็นกราฟที่นำลักษณะของแท่งเทียนมาใช้ และเพิ่มข้อมูลปริมาณการซื้อขายเข้าไป ดังจะเห็นได้จากกราฟ ที่มีลักษณะเป็นแท่งเทียน โดยในแต่ละแท่ง มีขนาดความกว้างไม่เท่ากันขึ้นอยู่กับปริมาณการซื้อขาย ถ้ามีปริมาณการซื้อขายมาก แท่งเทียนจะกว้าง ถ้าปริมาณการซื้อขายน้อย แท่งเทียนก็จะผอมๆ ลีบๆ




Equivolume

ผมเชื่อว่า หลายๆ ท่านอาจจะไม่เคยเห็นกราฟชนิดนี้แน่ๆ :P กราฟแบบ Equivolume จะใช้ข้อมูลเพียงสามชนิด คือ ราคาสูงสุด ราคาต่ำสุด และ ปริมาณการซื้อขาย หน้าตาของกราฟจะเป็นแท่งสี่เหลี่ยม โดยมีราคาสูงสุดอยู่ด้านบน ราคาต่ำสุดอยู่ด้านล่าง ส่วนปริมาณการซื้อขายจะเป็นตัวบ่งบอกความกว้างของแท่ง Equivolume แต่ละแท่ง โดยแท่ง Equivolume สีเขียว จะบอกว่าราคาปิดในแท่งปัจจุบันสูงกว่าแท่งก่อนหน้า (หุ้นขึ้น) ส่วนสีแดงก็จะเป็นในทางตรงกันข้ามคือ ราคาปิดในแท่งปัจจุบันต่ำกว่าแท่งก่อนหน้า (หุ้นลง)



Point and Figures

ในกราฟชนิดนี้ สัญลักษณ์ O แทนว่าราคาหุ้นสูงขึ้น ส่วนสัญลักษณ์ X หมายถึงราคาหุ้นนั้นตกลง โดยจะต้องกำหนดค่าการเปลี่ยนแปลงของราคาไว้ เช่น 0.50 บาท เมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 0.50 บาท เราก็จะเพิ่ม O ลงไปในกราฟ และจะเพิ่ม O ไปเรื่อยๆ ในคอลัมน์เดิม ทุกๆ การเพิ่มขึ้นทีละ 0.50 บาท เมื่อหุ้นตกลงมา 0.50 บาท เราก็จะเพิ่ม X เข้าไปแทนในคอลัมน์ใหม่ ดังนั้น กราฟชนิดนี้ จะอิงอยู่กับแค่ราคาหุ้นเท่านั้น ไม่ได้คำนึงถึงเวลาแต่อย่างใด


Kagi

Kagi อ่านว่า "คาหงิ" มาจากญี่ปุ่น หมายถึงเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ใช้ในงานพิมพ์ด้วยบล๊อกไม้ ไม่ได้อ่านว่า "คากิ" (บาทาสุกร) นะครับ

กราฟชนิดนี้ประกอบไปด้วยเส้นทึบเรียกว่าหยาง หมายถึงราคาหุ้นเพิ่มขึ้น (สีเขียว) และเส้นบางเรียกว่าหยินหมายถึงราคาหุ้นลดลง (สีแดง) โดยจะคำนึงเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของราคาในระดับที่กำหนดไว้ (เช่น 0.50 บาท) เท่านั้น




Three Line Break

กราฟชนิดนี้ถูกคิดค้นขึ้นในญี่ปุ่น โดยที่จะคำนึงถึงเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของราคาเท่านั้น จึงค่อนข้างคล้ายกับ Point and Figure แต่จะแสดงผลเป็นแท่งสีเขียวแทนราคาเปลี่ยนแปลงขึ้น และสีแดง คือราคาลดลง การเปลี่ยนแนวโน้มมีเงื่อนไขคือ ถ้าราคาปิดสูงกว่าราคาสูงสุดของสองแท่งก่อนหน้านั้นจะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาขึ้น หากราคาปิดต่ำกว่าราคาต่ำสุดของสองแท่งก่อนหน้า ก็จะเปลี่ยนเป็นแนวโน้มขาลง จึงเป็นที่มาของคำว่า Three Line Break นั่นเอง (แต่ผมคิดว่าน่าจะเป็น Three Sticks Break มากกว่านะครับ)



Renko

Renko ก็ถูกคิดค้นขึ้นมาจากประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน และก็ได้รับการเผยแพร่ให้รู้จักกันอย่างมากในโลกฝั่งตะวันตกโดยนาย Steve Nison เจ้าเก่าผู้เผยแพร่ Candle Sticks ให้โด่งดังไปทั่วนั่นเอง

Renko มาจากคำว่า Renga เป็นภาษาญี่ปุ่น แปลว่า ก้อนอิฐ กราฟชนิดนี้จะคำนึงถึงราคาเพียงอย่างเดียว โดยดูการเปลี่ยนแปลงของราคาในระดับที่กำหนด เช่น 1 บาท เมื่อราคาเพิ่มขึ้น 1 บาท ก็จะเพิ่มก้อนอิฐสี่เหลี่ยมสีเขียวเข้าไปอีก 1 ก้อน หากราคาลดลงถึง 1 บาท ก็จะเพิ่มก้อนอิฐสีแดงเข้าไป 1 ก้อนเช่นกัน

เนื่องจากการเพิ่มขึ้น/ลดลงของราคามีค่าเท่ากัน และ Renko สามารถขจัดการเหวี่ยงตัวของราคาได้ดี จึงทำให้การมองแนวโน้มในกราฟชนิดนี้ค่อนข้างง่าย และเห็นแนวโน้มชัดมาก แต่ก็มีข้อควรระวังคือ เนื่องจาก Renko ไม่ได้สนใจเรื่องระยะเวลา ดังนั้นช่วง Side way กราฟ Renko ก็มักจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เป็นระยะเวลานานจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของราคาถึงระดับที่กำหนดไว้ 

หลังจากที่เราทราบถึงชนิดต่างๆ ของกราฟกันแล้ว การจะเลือกใช้กราฟชนิดไหน ก็ขึ้นอยู่กับตัวนักลงทุนแต่ละท่าน ที่จะศึกษาเพิ่มเติมในรายละเอียด ข้อดี ข้อเสียของกราฟแต่ละชนิด รวมถึงวิธีการนำกราฟนั้นๆ ไปใช้ในการ Trade จริงๆ นอกจากนี้ ในแต่ละโปรแกรม ก็อาจจะมีการแสดงผลกราฟที่แตกต่างกัน ดังที่ได้ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกราฟ Candle Stick ของโปรแกรม eFinance และ MetaStock แล้วเป็นต้น

ขอสติจงมีอยู่กับนักลงทุนทุกท่านครับ

Saturday, July 21, 2012

Linear vs. Log Scale

หลายๆ ท่านอาจเคยได้ยินหรือเคยสังเกตบนกราฟในส่วนที่เป็นแกนราคาจะมีคำว่า Log หรือไม่ก็ Linear ปรากฎอยู่ ผู้เขียนเองก็เคยสงสัยเหมือนกัน ก็เลยลองค้นคว้าเพิ่มเติมดู ได้ความดังต่อไปนี้

ใน Linear หรือ Arithmetic Scaling ระยะห่างระหว่างราคาจะมีขนาดเท่ากัน เช่น จากราคา 5 บาท ไป 10 บาท หรือ 40 บาท ไป 45 บาท โดยการเปลี่ยนแปลงของราคาจาก 5 บาทไป 10 บาทย่อมดีกว่าราคาจาก 40 บาทไป 45 บาทอยู่แล้ว แต่ในกราฟแบบ Linear Scaling ช่วงระยะห่างของราคาจะมีค่าเท่ากัน


มาดูที่ Logarithmic หรือ Percentage Scaling กันบ้าง ในรูปแบบ Log Scale นี้ ระยะห่างของราคาจะคิดเป็นเปอร์เซนต์ ลองสังเกตตามภาพด้านล่าง



จากภาพ จะเห็นว่าราคาจาก 5 บาทไป 10 บาท คิดเป็น 100% ส่วนราคาจาก 10 บาทไป 15 บาท ราคาเพิ่มขึ้น 5 บาทเท่ากัน แต่คิดเป็นการเปลี่ยนแปลงของราคา 50%

กราฟแบบ Logarithmic นี้ บางครั้งจะเรียกกันว่า Percentage Scaling เนื่องจากตัวกราฟแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของ Percentage นอกจากนี้ ในโปรแกรมวิเคราะห์ทางเทคนิคหลายๆ โปรแกรม ก็มักจะเรียกชื่อแตกต่างกันไป เช่น ใน eFinance จะเรียกว่า Log-Scale ส่วนใน MetaStock จะเรียกว่า Semi-Log Scale โดยสาเหตุที่เรียกว่า Semi-Log ก็เพราะมีการปรับใช้ Log Scale เพียงแกน Y แกนเดียว (แกน X ใช้ Scale ปกติ เนื่องจากเป็นแกนเวลา)

Scale แต่ละแบบก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการใช้ของนักลงทุนแต่ละท่านด้วย ในส่วนของ Linear Scaling จะเหมาะกับการดูกราฟในระยะสั้นๆ โดยที่เน้นการเคลื่อนไหวของราคาไม่กว้างมากนัก เพราะจะสามารถแสดงผลการเปลี่ยนแปลงราคาแบบบาทต่อบาทได้ดี

ส่วน Log Scaling จะเหมาะกับการดูกราฟในระยะยาวที่มีการเปลี่ยนแปลงของราคากว้าง (เช่น จาก 1 บาท ไป 30 บาท) การใช้ Log Scale จะเหมาะสมในการวิเคราะห์กราฟหุ้นมากกว่าการใช้ Linear Scale ซึ่งนอกจากจะสามารถดูช่วงการเปลี่ยนแปลงของราคาเป็น Percentage ได้แล้ว ยังเหมาะสมกับอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นในแต่ละขั้น (Spread) ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็น Percentage ที่ไม่เท่ากันอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะใช้ Scale แบบไหน สิ่งสำคัญที่สุดก็คือตัวนักลงทุนเองที่จะเลือกใช้เครื่องมือต่างๆ บนพื้นฐานความรู้ความเข้าใจในเครื่องมือนั้นๆ อย่างถ่องแท้ และการตัดสินใจลงทุนอย่างมีวินัย จะช่วยให้สามารถทำกำไรอย่างพอเพียงและลงทุนในตลาดได้อย่างมีความสุข

ขอสติจงอยู่กับนักลงทุนทุกท่าน...สวัสดีครับ

Thursday, July 19, 2012

Trend Line

วันนี้พบหุ้นที่น่าสนใจอยู่ 1 ตัว เห็นราคาวิ่งขึ้นมาพอสมควรก็เลยลองนำมาลากเส้น Trend Line ดู ลองสังเกตตามภาพไว้เป็นกรณีศึกษานะครับ


จากภาพคือหุ้น X ผู้เขียนลากเส้น Trend Line ไว้สองเส้น เส้นล่างลากจากจุดต่ำสุดเมื่อนานมาแล้วมาสัมผัสกับจุดต่ำสุดที่ปรากฎในภาพ และทำการ Extend right ออกไปเพื่อให้ได้เส้นแนวรับ (ระยะยาววววว)

ทีนี้่ลองมาดูเส้นด้านบนกันบ้าง ผู้เขียนเริ่มลากจากจุดที่ 1 มาสัมผัสกับจุดที่ 2 และทำการ Extend right เช่นเดิมเพื่อให้ได้เส้นแนวต้าน จากนั้นเราลองสังเกตที่กราฟราคา (อย่าเพิ่งสนใจสีเขียวแดงนะครับ เพราะผู้เขียนลืมเอา Expert Adviser ในโปรแกรม MetaStock ของผู้เขียนออก) เราจะพบว่า กราฟราคา มาติดแหงกอยู่ที่แนวต้านพอดี

ส่วนจุดที่ 3 นั้นผู้เขียนลากเส้นแนวนอนจาก High เดิมที่ 15 บาท ไว้มาเป็นแนวรับชั่วคราว กะเอาว่า ถ้าหลุด 15 บาทแล้ว หากผู้เขียนมีหุ้นอยู่และได้กำไรแล้วพอสมควร ก็คงจะขายเอาเงินมาใช้ก่อนเป็นแน่แท้

สำหรับผู้ถือหุ้นแล้ว ก็คงอยากจะลุ้น/เชียร์ให้ทะลุแนวต้านนี้ไปให้ได้เสียที เพราะถ้าผ่านเส้นนี้ไปได้ "น่าจะมีเฮ" อิอิ ^^!

ส่วนผู้อ่านที่สนใจเรื่อง Expert Adviser เขียวแดง มีที่มาอย่างไร ไว้โอกาสหน้า จะได้มาเล่าสู่กันฟังนะครับ

ขอสติจงอยู่กับท่านนักลงทุนทุกท่าน... สวัสดีครับ

Thursday, July 5, 2012

ดูกราฟหุ้น ใช้โปรแกรมไหนดี?

นักลงทุนหลายๆ ท่านคงเคยสงสัยว่า ตอนที่เราต้องการดูกราฟหุ้น เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคแล้ว จะดูได้จากที่ไหน หรือว่าจะต้องใช้โปรแกรมอะไร? หากเป็นเมื่อประมาณสิบห้าปีที่แล้ว การดูกราฟเหล่านี้ อาจหาได้ที่ห้องค้าหลักทรัพย์เท่านั้น เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เทคโนโลยีการรับส่งข้อมูลก้าวหน้ามากขึ้น โปรแกรมสำหรับการวิเคราะห์ทางเทคนิค ก็ได้รับการพัฒนาตามไปด้วย
ในปัจจุบันนี้ ที่ฮ๊อตฮิตที่สุด คงหนีไม่พ้นโปรแกรม eFin Smart Portal จากค่าย eFinance Thai ซึ่งให้บริการฟรี โดยนักลงทุน ต้องเข้าไปใช้งานผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นสมาชิกอยู่เท่านั้น ตัวโปรแกรม eFin Smart Portal นี้ มีความสามารถมากมาย ทั้งข้อมูลทางด้าน Fundamental เช่น งบการเงิน ประมาณการผลการดำเนินการ ข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับบริษัท กราฟทางเทคนิคและเครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ เรียกได้ว่าครบเครื่องกันเลยทีเดียว

ทางด้านเทคนิคแล้ว eFinance ก็นับว่ายังมีข้อจำกัดอยู่บ้าง ในเรื่องของการปรับแต่งหน้าตากราฟ และการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่ต้องใช้เครื่องมือหลายชนิดร่วมกัน เช่น EMA, MACD, RSI, Stochastic เมื่อดูพร้อมๆ กัน หน้าตาของกราฟยังดูไม่ดีนัก เนื่องจากการปรับแต่งหน้าตา ทำได้จำกัด จึงทำให้ดูยุ่งเหยิงไปซะหมด

นอกจาก eFin แล้ว ยังมีโปรแกรมยอดนิยมตลอดกาล (ในต่างประเทศ) อย่างโปรแกรม MetaStock ซึ่งพัฒนาโดยบริษัท Equis International ของ Thomson Reuters ก็เป็นเครื่องมือที่ดีในการวิเคราะห์ทางด้านเทคนิคได้เช่นกัน 

ตัว MetaStock นี้ มีจุดเด่นมากในด้านของการวิเคราะห์ทางเทคนิค ทั้งในแง่ของการปรับหน้าตากราฟให้สวยงาม นักลงทุนยังสามารถสร้าง Indicators ขึ้นใช้ได้เอง ยังไม่พอ MetaStock ก็มาพร้อมกับ Power Tools อีกสามชนิด ได้แก่ The Explorer, Expert Adviser, และ Advance System Tester ในการช่วยให้นักลงทุนสามารถค้นหาหุ้นที่ตรงกับเงื่อนไข (ทางเทคนิค) ที่ต้องการ นำหุ้นนั้นไปวิเคราะห์หาจุดซื้อ/ขาย และทำการทดสอบย้อนหลังเพื่อหาประสิทธิภาพในการทำกำไรได้อีกด้วย

ข้อเสียของ MetaStock ก็มีไม่น้อย เพราะ MetaStock นั้นไม่ใช่โปรแกรมฟรี (อย่างน้อยก็ต้องไปหาก๊อปปี้โปรแกรมจากแหล่งที่คุณก็รู้ว่าที่ไหน) อีกทั้งยังไม่สามารถค้นหาข้อมูล Fundamental สำหรับหุ้นไทยได้เลย ข่าวสารก็ไม่มีให้ นอกจากนี้ นักลงทุนยังต้องคอยหาข้อมูลหุ้นมาป้อนให้กับ MetaStock เองอีกต่างหาก (สามารถใช้บริการ data feed เช่น จาก set.or.th, investor.co.th เป็นต้น ซึ่งก็ต้องมีค่าใช้จ่ายตามมา)  ด้วยความยุ่งยากเหล่านี้ ทำให้นักลงทุนหลายท่าน จึงมองข้าม MetaStock และยกตำแหน่งยอดนิยมให้กับ eFinance แทน

อย่างไรก็ตาม นักลงทุนหลายๆ ท่านก็สามารถค้นหาแหล่ง real-time data feed หรือ end-of-day data feed โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือเสียค่าใช้จ่ายนิดหน่อย (ปีละ 600 บาท) ซึ่งก็นับว่าคุ้มค่ามาก เมื่อเทียบกับการนำข้อมูลที่ได้รับ ไปใช้ในการทำกำไรจากการลงทุนด้วยระบบที่เหมาะสม

โดยส่วนตัวแล้ว ผู้เขียนเห็นว่า ไม่ว่าจะใช้โปรแกรมไหนเป็นเครื่องมือเพื่อใช้ในการเลือกลงทุนในหุ้นก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมีความรู้ที่ถูกต้อง และมีความเข้าใจถึงข้อดีข้อเสียของโปรแกรมนั้นๆ จึงจะสามารถนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ นักลงทุนควรจะพิจารณาถึงเครื่องมือที่จะใช้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคให้สอดคล้องกับลักษณะนิสัยและสภาพแวดล้อมของตนด้วย 


ขอสติ จงอยู่กับท่าน ขอบคุณครับ